วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

IBM 321

วันนี้คาบเรียนที่ เท่าไหร่จำไม่ได้แล้ว แต่รู้ว่าวันที่ 26 มิถุนายน 2552

วันนี้อาจารย์สอนเรื่อง ปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ มีทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน

ตามความรู้เดิม คิดว่าปัจจัยภายนอกน่าจะเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่ปัจจัยภายในเป็นสิ่งที่องค์กรสามารถควบคุมได้ สำหรับการทำธุรกิจในประเทศ ปัจจัยภายนอก ย่อมมีผลต่อธุรกิจ เพราะว่าหากปัจจัยภายในดี และมีคุณภาพ แต่หากปัจจัยภายนอกไม่เหมาะสม ก็ย่อมทำให้ธุรกิจขัดข้องหรือเกิดปัญหาได้ และถ้าหากมีการทำธุตกิจนอกประเทศแล้ว ปัจจัยภายนอกก็ยิ่งมีผลกระทบกับธุรกิมากขึ้นอีก เพราะว่าแต่ประเทศ ก็ย่อมมีปัจจัยภายนอกที่แตกต่างกันไป และเป็นการยากที่จะควบคุม
ปัจจัยภายนอกที่พอทราบก็มี
1การเมืองและเศรษฐกิจ
2ศาสนาและวัฒนธรรม
3กฏหมาย
4จำนวนประชากร
5สิ่งแวดล้อม
6อากาศ
7ภูมิประเทศ

ความรู้เพิ่มเติมที่กาได้ภายหลังการเรียน

สิ่งแวดล้อมภายในองค์การ (Internal Environment) คือสภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจสามารถควบคุมได้ หมายถึง ปัจจัยต่าง ๆ ที่ธุรกิจสามารถกำหนดและควบุคมได้เป็นไปตามความต้องการของธุรกิจถือว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโปรแกรมการตลาด โดยการวิเคราห์จุดแข็งจุดอ่อนของธุรกิจ ในการนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน สามารถจำแนกได้ดังนี้
1. ส่วนผสมททางการตลาด เป็นส่วนที่สำคัญในการเลือกตลาดเป้าหมายซึ่งสิ่งเหล่านี้นำมาวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด
2. นโยบายการบริหารของบริษัท โดยผู้บริหารของธุรกิจจะเป็นผู้กำหนด เช่น วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ โครงสร้างการบริหาร ระบบการบริหารปรัชญาและวัฒนะธรรม ตลอดจนนโยบายฝ่ายต่าง ๆ
สิ่งแวดล้อมภายนอกองค์กร (External Environment) หรือภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้ ปัจจัยกลุ่มนี้ หมายถึง ปัจจัยยังคับภายนอกธุรกิจที่มีอิทธิพลต่อระบบการตลาด ถือว่าเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้แต่มีอิธิพลต่อระบบการตลาด คือสร้างโอกาสหรืออุปสรรคแก่ธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วย สิ่งแวดล้อมจุลภาค และสิ่งแวดล้อมมหภาค
สิ่งแวดล้อมภายนอกระดับจุลภาค (Micro External Environment)ภาวะแวดล้อมภายนอกที่ไม่สามารถควบุคมได้ แต่สามารถเลือกที่จะติดต่อและเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมได้ ได้แก่
1 ตลาด หรือลูกค้า
2 ผู้ขายปัจจัยการผลิตหรือวัตถุดิบ
3 คนกลางทางการตลาด
4 กลุ่มผลประโยชน์
5 ชุมชน
สิ่งแวดล้อมภายนอกระดับมหภาค (Macro External Environment)ภาวะแวดล้อมหรือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจและต่อระบบการตลาดเป็นอย่างมาก แต่ละหน่วยงานและองค์การธุรกิจไม่สามารถควบคุมการเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้เลย สิ่งแวดล้อมภายนอกมหภาคได้แก่
สภาพแวดล้อมขององค์การธุรกิจ
.....องค์การธุรกิจมีบทบาทและผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมในสภาพเดียวกันสภาวะแวดล้อมมีบทบาทและอิทธิพลต่อองค์การธุรกิจในลักษณะต่างๆ กันหลายรูปแบบซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการและระดับของสังคม ชนิดและสภาพของสิ่งแวดล้อมนั้นสภาพแวดล้อมขององค์การธุรกิจสามารถแบ่งออกเป็น 8 ประการ ได้แก่ (ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว 2537: 10 - 12)
1. สภาวะแวดล้อมทางสังคม องค์การธุรกิจอยู่ในสังคม อยู่ท่ามกลางกลุ่มบุคคลต่าง ๆ จะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม จากผลกระทบของพนักงานจากมลภาวะที่เกิดจากการทำงาน จากคุณภาพของสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายซึ่งขึ้นอยุ่กับคุณภาพชีวิตของบุคคลในสังคคมนั้น
2. สภาวะแวดล้อมทางกฎหมายแต่ละประเทศต่างออกกฎหมายในรูปของพระราชบัญญัติและระเบียบข้อบังคับ เพื่อควบคุมและอำนวยความสะดวกในการประกอบการธุรกิจในด้านความผาสุขและความปลอดภัยของประชาชน เช่น พระราชบัญญัติโรงงาน พระราชบัญญัติควบคุมสารเป็นพิษและวัตถุระเบิด ในด้านความเป็นธรรมและป้องกันการผูกขาดเช่น พระราชบัญญัติแรงงาน พระราชบัญญัติควบคุมการค้ากำไรเกินควร
3. สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันไม่มั่นคง เศรษฐกิจอยู่ในระยะถดถ้อย เงินตราไหลออกนอกประเทศ ค่าของเงินบาทลอยตัวส่งผลกระทบต่อองค์การธุรกิจเป็นอย่างมาก ในภาวะเงินเฟ้อ เงินฝืด เงินตึงตัวทำให้ธุรกิจเกิดปัญหาเงินหมุนเวียนไม่สมดุล ขาดความเชื่อถือ ในด้านการเงิน ค่าของเงินบาทลดลงส่งผลกระทบต่อการซื้อขายสินค้ากับต่างประเทศ ทำให้ประเทศขาดดุลการค้า สถานะการณ์ขององค์การธุรกิจ ต้องปรับตัวโดยลดเงินเดือนพนักงานหรือให้ออกจากงาน ถ้าถึงขั้นร้ายแรงต้องปิดกิจการ ส่งผลกระทบถึงประชาชนในรูปของการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ
10 เพื่อรักษาสภาพสมดุลของงบประมาณค่าใช้จ่ายประจำปีของประเทศ

4. สภาวะแวดล้อมทางการเมือง การเมืองส่งผลกระทบต่อนโยบายการค้าประกอบธุรกิจของประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแบบผสมผสานพรรคบ่อย ๆ เมื่อการเมืองไม่มั่นคง ทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อถือ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบ่อยเช่น สินค้าบางอย่างต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ธุรกิจบางชนิดถูกควบคุมโดยเพิ่มหลักเกณฑ์มากขึ้น เศรษฐกิจชะงักเนื่องจากเงินตราไหลออกนอกประเทศ
5. สภาวะแวดล้อมทางเทคโนโลยี ปัจจุบันเป็นยุคความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางและความก้าวหน้าขององค์การธุรกิจ เช่น การนำเทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัยมาใช้แทนแรงงานของคน ส่งผลกระทบให้องค์การต้องลดจำนวนพนักงานลงและต้องเพิ่มประสิทธิภาพพนักงานที่เหลือ ให้รู้จักใช้เครื่องมือเทคโนโลยีชนิดใหม่ มาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบไปถึงสถานที่ ห้องทำงานลักษณะงาน ค่าจ้าง และสวัสดิการต่าง ๆ
6. สภาวะแวดล้อมด้านลูกค้า ลูกค้าเป็นผู้มีพระคุณ เปรียบเสมือนพระเจ้าที่ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการ จะต้องคอยรับใช้บริการอย่างจริงใจ ติดตามรสนิยมการเปลี่ยนของผู้บริโภคอุปโภคเพื่อรักษาปริมาณมาตรฐานและคุณภาพสินค้า คอยปรับกลยุทธ์การตลาดและป้องการการแทรกแซงองค์การคู่แข่งขัน
7. องค์การคู่แข่งขัน มีอยู่ทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ การประกอบธุรกิจชนิดใด ที่มีโอกาสที่จะแสวงหากำไรได้มากและไม่มีข้อจำกัดหรือการเสี่ยงภัยมากนักจะมีแนวโน้มของบริษัทคู่แข่งขันเพิ่มมากขึ้น การมีคู่แข่งขันมาก มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีทำให้บริษัทเดิมมีความตื่นตัวสนใจในเทคโนโลยี และการบริการลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ข้อเสีย ถ้าบริษัทคู่แข่งขันมีความก้าวหน้ากว่า แย่งลูกค้าไปได้หมด อาจทำให้บริษัทเดิมต้องปิดกิจการ
8. สมาคมธุรกิจต่าง ๆ การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน รวมตัวกันเป็นสมาคม ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ที่ถูกต้องของสมาชิกและการส่งเสริมทางด้านวิชาการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จะส่งผลให้การประกอบธุรกิจชนิดนั้นมีความเจริญก้าวหน้า สภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ที่อยู่รอบองค์การธุรกิจ มิได้หยุดนึ่งอยู่กับที่แต่จะมีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผลของการเปลี่ยนแปลงของสภาวแวดล้อม อาจส่งผล กระทบต่อองค์การมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่กรณี ผู้จัดการและคณะผู้บริหารจะต้องคอยศึกษาวิเคราะห์ ติดตาม ปรับปรุง การธุรกิจของตนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงและหาวิธี หาข้อมูลใหม่เพื่อปรับตัวให้ทันเวลาหรือไม่สนใจต่อการเปลี่ยนแปลง และมีแนวความคิดว่าผลกระทบจะหมดไปในไม่ช้า

จากที่อาจารย์สอนวันนี้ ก็รุ้ว่าเราไม่ค่อยมีความรู้เรื่องของประเทศต่าง ๆทั่วโลกซักเท่าไหร่

เดี๋ยวพร่งนี้ต้องหาความรู้เพิ่ม

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

วันปฐมนิเทศน์

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2552 ในคาบเรียนวิชา IB321 วันนี้ ไม่ต้องเรียน *0*

นักศึกษา IBM ทุกคนต้องไปปฐมนิเทศน์ที่ตึก 13 วันนี้ไปสายอีกแล้วตามเคย พอไปถึงที่หอประชุม รุ่นพี่ให้จับฉลากที่นั่ง เราก็จับได้ C13 ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้

นั่งกับใคร พอเดินเข้าไปเค้ามากันเกือบหมดแล้วเหลือแต่กลุ่มเราที่มาสายสุด มานั่งก็ทำความรู้จักเพื่อนข้าง ๆๆ ก็ทำให้มีเพื่อนมากขึ้น วันนี้อาจารย์แนะนำสิ่งต่าง ๆ

มากมาย มันดูน่าสนใจมาก รู้สึกว่าเลือกเอก IBM ไม่ผิดหวังจริง ๆๆรุ่นพี่กับรุ่นน้องดูแล้วเหมือนกับว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ดูอบอุ่นดีค่ะ วันนั้มีการจับพี่รหัส

ด้วย รุ่นพี่เค้าเอาชื่อมาติดไว้ที่โต๋ะของรุ่นน้องแต่ละคน วันนี้เราก็ได้พี่รหัสเป็นผุ้หญิง ชื่อพี่เฟิร์น พี่ดูเป็นคนน่ารักดี คุยเก่ง จากนั้นก็มีกิจกรรมบนเวที ระหว่างปี 3,4

ก็ฮา ๆๆดี แล้วพี่ ๆก็ปล่อยกลับ เรามีนัดรับน้องกันวันที่ 28 มิถุนายน 2552 นี้ ทุกคนคงไปกัน ^^"

จากกิจกรรมนี้ก็ทำให้เรารู้จักรุ่นพี่มากขึ้น รู้จักเพื่อนร่วมเอกเพิ่มขึ้น และได้ร่วมกิจกรรมของสาขาด้วย กิจกรรมนี้ถือเป็นกิจกรรมที่ดีมากค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552

คาบที่ 2

วันนี้ก็เป็นคาบที่สองแล้ว ที่เรียนวิชานี้ วันนี้มาเรียนสายนิดนึง^*^

แต่ก็พอฟังอาจารย์ทัน วันนี้อาจารย์สอนเรื่อง โลกาภิวัฒน์ต่อเหมือนเดิม

ก็ทำให้รู้ว่าโลกาภิวัฒน์ ทำธุรกิจดำเนินได้อย่างสวยงาม การติดต่อทุกอย่างดำเนินได้อย่างสะดวกและรวด

เร็ว อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องของการทำธุรกิจที่หวังผลกำไร และไม่หวังผลกำไรอีกด้วย

ก็มีบริษัทหลายบริษัทที่ไม่หวังผลกำไร เพราะการทำธุรกิจส่วนมากทำธุรกิจก็เพื่อหวังผลกำไรทั้งนั้น

แต่ก็มีบางบริษัทที่ทำธุรกิจโดยไม่หวังผลกำไรก็มี เนื้อหายังจำใจความไม่ได้เท่าไหร่

เพราะเนื้อหายังอยู่ในเรื่องของ โลกาภิวัฒน์เหมือนเดิม




อาทิตย์หน้าคงมีเนื้อหาเพิ่มเติมอีก............................................................................................^^"

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

IB 321 เรียนคาบแรก

วันนี้เรียนวิชา IB วันแรก ก็ตื่นเต้นไม่รู้จะต้องเรียนอะไรบ้าง


แต่พอได้ทำความรู้จักวิชานี้ก็น่าเรียนดี น่าสนใจ วันนี้เป็นวันแรกความรู้ที่ได้จากอาจารย์ก็คือ


วันนี้อาจารย์ให้ออกไปแนะนำตัวหน้าห้องซึ่งไม่เคยทำเลยตั้งแต่เรียนมอกรุงเทพมา ก็รู้สึกอายอยู่


แต่ต้องออกไป การออกไปแนะนำตัววันนี้ก็ทำให้ได้รุ้จักเพื่อนเพิ่มขึ้นบ้าง แต่สิ่งได้มากกว่านั้นก็คือ


ได้คิดว่าความจริงในสังคมทุกวันนี้ และรวมถึงสังคมมอกรุงเทพด้วย เป็นแบบประมาณว่าไม่สนใจคนรอบ


ข้าง บางครั้งเรียนห้องเดียวกันยังไม่รู้จักกันเลย เมินหน้าใส่กัน แต่วันนี้ก็รู้สึกว่าสิ่งนี้ได้กลับมาอีกครั้ง


คือการที่เรากล้าจะเข้าไปทำความรู้จักกับคนที่เราไม่รุ้จัก เปิดใจรับเพื่อนใหม่ได้มากขึ้น นี่แหละคือสิ่งที่ได้รับ


สิ่งแรกในคาบแรกของวิชานี้


ในส่วนของเนื้อหา วันนี้อาจารย์พูดโดยรวม ๆ พอจับใจความได้ว่าอารย์พูดถึง เกี่ยวกับ network


อาจารย์บอกว่ามันคือเครือข่าย มันคงหมายถึงการเชื่อมต่อกันในที่ต่าง ๆ ได้ต่อกันไปเรื่อย ๆ แต่ยังไม่ค่อย


เคลียร์เลยหาข้อมูลเพิ่มอีก หาเรื่อย ๆก็มีความหมายประมาณเดียวกับที่อาจารย์บอก แต่เจอคำหนึ่งคำว่า


social network ได้ยินอาจารย์พูดในคาบ คำนี้ถ้าแปลตรงตัวก็คือ เครื่อข่ายสังคม social network ได้


อิทธิพลมาจาก trend ของ web2.0 ที่ต้องการให้ผู้ใช้ได้มีส่วนร่วมในเว็บไซต์มากขึ้น


ส่วนคำว่าโลกาวิวัฒน์ โดยส่วนตัวตามความคิดนะ ก็คิดว่ามันน่าจะหมายความว่า โลกไร้พรหมแดน


อาจารย์บอกว่าก็ถูก แต่อาจารย์อธิบายเพิ่มว่า สมมติว่าถ้านายแดงเค้าอยู่เมืองไทย คงจะเป็นการยากที่


เค้าจะไปรุ้จักกับนายดำที่อยู่โปรตุเกส แต่ปัจจุบันเป็นการสื่อสารไร้พรหมแดน ทุกที่ติดต่อกันได้หมด ซึ่งก็


เป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์เหมือนกันนะคะ หาข้อมูลเพิ่มอีกเกี่ยวกับโลกาภิวัฒน์ ได้ข้อมูลมาว่า โดยรวมสรุปแล้ว


โลกาภิวัฒน์ คือ ความเจริญรุ่งเรืองของมวลมนุษย์ชาติ เจริญในด้านวัตถุและเทคโนโลยีสมัยใหม่


จึงมีบางคนลงความเห็นว่า โลกาภิวัฒน์ทำให้จิตใจคนเรานั้นแย่ลง และยึดมั่นถือมันติดในวัตถุ เมื่อเรายึดมั่น


อยู่ในวัตถุแล้วก็จะเกิดความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง ในทางส่งผลร้ายต่อสังคมแล้ว โลกาภิวัฒน์อาจทำให้เกิด


อาชญากรรมในที่สุด เพราะความเห็นแก่วัตถุของคน^^" ฟังดูน่าคิด



สิ่งที่ได้รู้อีกอย่างก็คือ ต้องติดตามข่าวสารให้มากขึ้น รุ้อะไรให้รอบโลก คงจะเรียนวิชานี้ได้ดี