วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

IB 321 คาบสุดท้ายในการสอบ


วันนี้เป็นคาบเรียนคาบสุดท้าย อยู่ก็รู้สึกอยากตั้งใจเรียนขึ้นมาเลยมานั่งหน้า หืมมมมมมม !!!! ได้ผล เข้าใจมากขึ้น รู้อย่างนี้มานั่งตั้งนานละ แต่ก็แหมไม่ทันละ วันนี้อาจารย์สอนเรื่องโครงสร้างองค์ ซึ่งอาจารย์บอกว่าโครงสร้างองค์กรมีความสำคัญมาก เพราะว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ หากกิจการของเรามีคู่แข่งขันมาก การปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อสู้กับคู่แข่งก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน

อาจารย์บอกว่าการจัดโครงสร้างองค์กรมีหลายวิธี เช่น การจัดตามพื้นที่ การจัดตามสายผลิตภัณฑ์ การจัดแบบผสม แต่เรื่องที่น่าสนใจคือการจัดองค์กรแบบ matrix คือการผสมผสานทุก ๆ วิธี มีรายละเอียดดังนี้

องค์กรแบบMatrix Organization เกิดขึ้นจากที่มีความพยายามในการนำเอาข้อดีของรูปแบบองค์การที่เน้นหน้าที่และโครงการรวมเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ให้สำเร็จภายในเวลาและค่าใช้จ่าย(Budget)ที่กำหนด ทำให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็วในการปฏิบัติงานในด้านลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลจะมีดังนี้1.แบบแนวนอน(Horizonton)นั่น คือ จะเน้นการทำงานเป็นทีม(Team Work)และอาศัยภาวะผู้นำ(Leader Ship) 2.แนวตั้ง(Vertical) คือ การดำเนินงานที่จะต้องอาศัยทรัพยากรด้านบุคคล เครื่องมือ วัสดุ และเทคโนโลยีจากหน่วยงานตามหน้าที่ แม้ว่าการจัดรูปองค์การแบบ Matrix นั้นจะทำให้เกิดความยืดหยุ่น ความคล่องตัวในการดำเนินงานก็ตาม แต่ก็อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง และขาดเอกภาพในการบังคับบัญชาได้เช่นกันในการจัดโครงสร้างองค์การที่ดีจะต้องสามารถตอบสนองต่อการดำเนินกิจกรรมขององค์การนั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือทำให้องค์การนั้นบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ จากกรณีศึกษาของ ABB พบว่า การจัดโครงสร้างแบบ Matrix ไม่สำเร็จและไม่สามารถสนองตอบความต้องการในแต่ละภูมิภาคที่แตกต่างกันได้เป็นอย่างดี จึงมีแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ 2 วิธีคือ1)เปลี่ยน Structure (โครงสร้าง)การที่จะต้องนำวิธีการปรับเปลี่ยน Structure มาใช้ในการแก้ปัญหาขององค์การเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และต้องใช้เวลานาน และเสี่ยงเนื่องจากอาจถูกต่อต้านจากพนักงาน สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและงบประมาณ ฯลฯ วิธีการนี้จึงมักนำมาใช้เมื่อ Structure เดิมไม่สามารถตอบสนองต่อกิจกรรมขององค์การได้อย่างแท้จริง หรือทำให้เกิดความสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเท่านั้น2)เปลี่ยน Process (กระบวนการ) ในการทำงานวิธีการนี้นิยมนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากสามารถทำได้รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย เวลา และไม่มีผลกระทบต่อบุคลากรในองค์การมากจากกรณีศึกษาของ ABB พบว่า เป็นองค์การขนาดใหญ่ มีการจัดโครงสร้างแบบ Matrix การแก้ไขโดยวิธีการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน (Process) วิธีที่น่าจะเหมาะสมกับการแก้ไขปัญหามากกว่า โดยสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดกับ ABB ได้ดังนี้- จัดหาผู้แทนในการรับผิดชอบ โดยใช้วิธีการกระจายอำนาจตัดสินใจให้แก่บุคลากร เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ผลงาน และความตระหนักในหน้าที่มากขึ้น การประเมินผลงานต้องพิจารณาจากผลงานที่ได้รับ มิใช่วิธีหรือกระบวนการทำงาน- สร้างระบบการติดต่อประสานงานที่คล่องตัว และเอื้ออำนวยต่อการทำงาน โดยใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วย(IT)- สร้างความสำนึกให้แต่ละภูมิภาคให้การสนับสนุนกันและกัน และมีแกนกลางหรือทีมงานกลางร่วมกัน(CENTER)





IB321 4 ก.ย. 52


คาบนี้อาจารย์สอนเรื่องช่องทางการจัดจำหน่าย แต่หนูเลือกมาหนึ่งวิธีคือการ joint venture


กิจการร่วมค้า (Joint Venture) หรือ Consortium


(ก) กิจการร่วมค้า ได้แก่ กิจการที่ดำเนินร่วมกันเป็นทางค้าหรือหากำไรระหว่าง บริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กับบุคคลธรรมดา หรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือนิติบุคคลอื่น

(ข) โดยทั่วไปไม่ถือเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หากแต่ถือเป็นห้างหุ้นส่วน ตามมาตรา 1012 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

(ค) ในทางภาษีอากร ถือว่ากิจการร่วมค้าเป็น "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" ซึ่งถือเป็นหน่วยทางภาษีอากรแยกต่างหากจากผู้เข้าร่วมค้าแต่ละราย จึงต้องมี และใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรเพื่อการปฏิบัติการทางภาษีอากรในนามของกิจการร่วมค้านั้นๆ

(ง) สำหรับกิจการ Consortium โดยทั่วไป มีลักษณะเหมือนกับกิจการร่วมค้า กล่าวคือ ผู้เข้าร่วมกิจการ Consortium ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก โดยเฉพาะคู่สัญญาโดยไม่จำกัดจำนวน แต่ผู้ร่วมค้ากิจการ Consortium จะไม่มีการลงทุน และไม่มีการประกอบกิจการร่วมค้ากันเพื่อนำกำไรมาแบ่งกัน เพียงแต่เข้าประมูลงานร่วมกัน เมื่อได้งานแล้วก็จะแบ่งงานกันทำเป็นสัดเป็นส่วนของแต่ละคน จึงไม่ถือเป็นหน่วยทางภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร

กิจการร่วมค้าในประเทศไทยมี 2 ลักษณะ คือ


1. กิจการร่วมค้าที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด และมีสถานะเป็นนิติบุคคล ประเภทนี้ก็จดทะเบียนบริษัทจำกัด เหมือนบริษัทจำกัดทั่วไป กิจการที่เข้ามาร่วมจะมีสภาพของผู้ถือหุ้น

2. กิจการร่วมค้าที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด เป็นความตกลงทำสัญญาเพื่อประกอบกิจการร่วมกัน ซึ่งผู้ที่มาเข้าร่วมมีกิจการที่ประกอบอยู่ซึ่งอาจเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดอยู่แล้ว และมาร่วมประกอบกิจการค้าเฉพาะอย่างร่วมกัน กิจการร่วมค้าประเภทนี้มีสถานะเหมือนกับห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล ไม่ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลใด แต่ตามประมวลรัษฎากร ถือเป็นหน่วยของฐานภาษี และบังคับให้ต้องขอเลขบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีต่างหาก และถ้ามีรายได้เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มก็จะต้องจดทะเบียนมูลค่าเพิ่ม
ที่เลือกเขียนวิธีนี้เพราะว่าเป็นความรู้ใหม่และหลังจากได้เขียนแล้วทำให้มีความรู้เพิ่มขึ้น ^^

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552

Ib 321 28/8/2009


วันนี้เราไม่มีการเรียนการสอน เพราะมีงานของภาคเรา ประเทศของดิฉันคือประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บอกตรง ๆเลยว่าไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่ต้องขอโทษอาจารย์จริง ๆ แต่นู๋พยายยามสุดความสามารถเลยนะคะ เพราะว่านอกจากงานนี้ เราทำงาน green project งานวิชาอื่นอีกเยอะมาก เวลาแทบไม่พอ งานออกมาเราก็แน่ใจว่าอาจารย์อาจจะผิดหวังไปบ้าง เราจึงขอแก้ตัวด้วยการแสดง เราไม่มีเวลาแม้แต่จะซ้อม เพราะว่าเราหาชุดไม่ได้เราจึงต้องตัดกันเอง ได้ซ้อมอีกทีก็ตอนดีสี่รอบเดียว รู้สึกดีใจมาก ๆที่การแสดงขอบนู๋ได้ที่หนึ่ง รางวัลไม่สำคัญเท่ากับการได้ทำอย่างเต็มที่หรอกคะ และเชื่อว่าเพื่อน ๆทุกกล่มก็ทำกันอย่างสุดความสามารถเช่นกัน มันอาจดูทุลักทุเล แต่ว่าสำหรับตัวดิฉันแล้วเชื่อว่าเพื่อน ๆทุกคนตั้งใจกันมาก ๆ
กิจกรรมนี้ทำให้ได้อะไรหลาย ๆอย่าง จากการทำงาน ทำให้เรารู้ว่าการทำงานถ้าจะให้ดีและทันเวลาต้อง มีการวางแผนล่วงหน้าเป็นอย่างดี เรื่องนี้สำคัญมาก นอกจากนี้ยังได้เห็นถึงน้ำใจของเพื่อน ๆ ที่คอยช่วยเหลือกัน และเห็นได้ว่ามีบางคนที่ไม่ทำอะไรเลย งานนี้งานเดียวทำให้เราได้บทเรียนอะไรหลาย ๆอย่าง และอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือ บอกตรง ๆ ว่าเสียใจมากตอนอาจารย์เดินมาแล้วแบบว่าทำหน้าไม่พอใจบูธเรา แต่เชื่อว่าถ้ามันดีอาจารย์คงไม่ว่า แต่สิ่งนี้มันทำให้เรามีกำลังใจในการที่เปลี่ยนมันให้ดีขึ้น มันคือบทเรียนในอนาคตว่า "เราควรเอาคำ coment มาแก้ไขเพื่อให้ผลงานดีขึ้น ไม่ใช่มานั่งเสียใจกับมัน " ^^

Ib 321 21/8/2009


ไม่ได้เขียนนานเลยคะ ผ่านช่วงงานเยอะ ๆ ไปได้แล้ว คือเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมาไม่ได้ขึ้นเรียนเพราะว่ามาเฝ้าบูธที่งาน open house ก็เลยไม่ทราบว่าอาจารย์สอนอะไรอะคะ เดี๋ยวนู๋อ่านเพิ่มเอานะคะ
ถ้าอย่างนั้น พูดถึงเรื่องงาน open house แล้วกันนะคะ ว่างานนี้ถือเป็นงานที่น่าสนใจมาก ๆ มีการเปิดมหาวิทยาลัยเพื่อให้น้อง ๆ ม.ปลายเข้ามาเยี่ยมเยียนคณะต่าง ๆในมหาวิทยาลัย ถือเป็นการประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยไปในตัวด้ว
ยนะคะ และภาค IBM ของเราก็ก็มีการแนะนำภาคเช่นการ นอกจากนี้ยังมีการเล่นเกมส์เพื่อความสนุกสนานอีกด้วย
การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ทำให้ดิฉันได้รับความรู้เพิ่มากขึ้นและทำงานเพื่อภาคด้วย ^^"

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

IB 321 ไปดูงานที่มาม่าค่ะ

14 สิงหาคม 2552 วันนี้เป็นวันที่ไปดูงานที่โรงงานในเครือสหพัฒน์ โรงงานมาม่าคะ น่าสนใจมาก ออกเดินทางจากมหาลัยประมาณ 6.3o น. นั่งรถไปก็ตื่นเต้นคะไปกันกับเพื่อน ๆเป็นครั้งแรก คุยกันอย่างเดียว แล้วก็นั่งหลับอีกอย่าง 55 ซักพักอาจารย์แวะพักมอร์เตอร์เวย์ให้เข้าห้องน้ำกัน ทุกคนดูตื่นเต้น รวมทั้งเราด้วย อิอิ

รถออกเดินทางซักพัก็ถึงโรงงานมาม่า พอถึงก็เดินไปที่ห้องสัมมนา มีวิทยากรมาบรรยายเกี่ยวกับความเป็นมาต่าง ๆ และเรื่องที่น่าสนใจมากมาย และเรื่องที่สงสัยมานานคือว่า ทำไมเส้นมาม่าต้องหยิก เหตุผลก็เพราะ ถ้าเส้นตรงก็ทำให้หักได้ง่าย และก็เวลาเราคีบก็จะทำให้เส้นลื่น และการทำให้เส้นเป็นเส้นหยิก ๆ ก็ง่ายสำหรับการลาดน้ำซุปแล้วจะติดง่าย หลังจากบรรยายของวิทยากรเราก็มีการถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แล้วก็เดินไปดูในสายการผลิต ดูวิธีการผลิตมาม่า ทุกอย่างทำด้วยเครื่องจักร ใช้คนน้อยมาก ดูไฮเทคโนโลยีมักมาก

หลังจากนั้นเราทุกคนก็เดินทางมุ่งหน้าไปยัง หาดแหลมฉบัง เพื่อไปทานอาหารกันที่ร้านประการัง อาหารอร่อยมาก โต๊ะเราคนน้อยมาก 55 หนักเลยอาหารเหลือ พอทานอาหารเสร็จเราก็ออกไปเก็บภาพประทับใจกันข้างนอก ซึ่งภาพประทับใจคงมีเยอะมาก เพราะว่าแบบว่าถ่ายแล้วยิ้มจนเมื่อยปากอะ แต่ว่าสนุกมาก หลังจากนั้นเราก็ไปกันต่อที่วัดใหญ่อินทาราม เพื่อสักการะบูชา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ มีการบรรยายจากวีดีโอถึงความเป็นมาของการสร้างโบสถ์ น่าสนใจมาก ๆ ว้นนี้นอกจากทำกิจกรรมหลาย ๆแล้วยังได้ทำบุญด้วยที่นี่

ซึ่งปราบปลื้มมาก ^^ ชอบ ๆ จากนั้นเราก็เดินทางกลับกัน ระหว่างทางสงสัยมากคะ อาจารย์เฟรชยืนตั้งแต่ออกจากวัดใหญ่จนถึงมหาลัย อาจารย์ทำได้ไงเนี่ย

กิจกรรมนี้ทำให้ได้รับอะไรหลาย ๆอย่าง ได้สนิทกับเพื่อน ซึ่งสนุกมากดิฉันเชื่อว่าภาคไหนก็คงไม่เป็นอย่งนี้ ขอบคุณสำหรับกิจกรรม ขอบคุณอาจารย์ ขอบคุณเพื่อน ๆ และก็ดีใจมากและคิดไม่ผิดจริง ๆที่เลือกภาคนี้ มีกิจกรรมดี ๆ อย่างนี้อีกนะคะ -^^-

IB 321 การวางแผนกลยุทธ์


เขียนครั้งนี้เป็นของวันที่ 7 สิงหาคม นะคะ อาจารย์ งานหนูเยอะจริง ๆคะ เขียนช้าไปหน่อยนะคะ

เรื่องที่อาจารย์สอนก็คือเรื่อง การวางแผนกลยุทธ์ โมเดล Five Force ของ Michael Porter เป็น Model ที่นิยมกันมากในการวิเคราะห์ตลาดเพื่อให้รู้ถึงสภาพแวดล้อมของธุรกิจของเรากับสิ่งรอบข้างที่มีผลต่อการทำธุรกิจของเรา โดยเป็นการวิเคราะห์ในเชิงบวกที่ไม่ใช่เพียงการเอาชัยเหนือคู่แข่งแต่ยังพูดถึงการร่วมมือกันเป็นพันธมิตร อย่างไรก็ตาม มักมีความเข้าใจกันว่า การวิเคราะห์ธุรกิจโดยนำหลัก Five Force มาใช้นั้นควรใช้สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการแข่งขันสูงส่วนธุรกิจขนาดเล็กนั้นไม่มีความจำเป็นต้องทำเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้น หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก็สามารถใช้ Model ธุรกิจแบบ Five Force มาใช้ได้เพื่อเสริมให้ธุรกิจของเรานั้นมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น : ซึ่งมีทั้งหมด 5 ขั้นตอนดังนี้คะ


1. Rivalry Among Current Competitors: การแข่งขันกันระหว่างคู่แข่งภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน
2. Bargaining Power of Suppliers: อำนาจต่อรองของ Supplier
3. Bargaining Power of Customers: อำนาจต่อรองของลูกค้า
4. Threat of Substitute Products or Services: ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน
5. Threat of New Entrance: ภัยคุกคามจากผู้แข่งขันหน้าใหม่


คือว่ายอมรับเลยจริง ๆว่าแล้ววันนี้มองไม่เห็นกระดาน มาสายเลยนั่งข้างหลัง เดี๋ยวคาบหน้าจะไปนั่งข้างหน้านะคะ นั่งฟังก็ได้ยินเรื่อง five forces นี่แหละคะ แล้วก็หาความรู้เพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ


ขอขอบคุณ http://tor.gprocurement.go.th/ สำหรับข้อมูลนะคะ

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

IB 321 สำหรับคาบสุดท้ายก่อนสอบ midterm

วันนี้เป็นคาบสุดท้ายสำหรับการเรียนการสอนในวิชานี้แล้ว แปปเดียวจริง ๆ ผ่านไปเร็วมากก็ต้องสอบแล้ว วันนี้อาจารย์สอนหลายเรื่องเลย เรื่องแรกก็น่าจะเป็นเรื่องการคำนวณในตาราง เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ ก็ทำให้พอสรุปได้ว่า
การค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่าแต่ละประเทศมีทรัพยากรที่แตกต่างกัน และมีความเหมาะสมในการผลิดสินค้าในแต่ละชนิดแตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ความชำนาญงานในการผลิตก็ย่อมแตกต่างกันออกไปด้วย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการค้าระหว่างประเทศเพื่อทำให้เกิดการสมดุลทางการค้า และเพื่อประโยชน์ในระดับกว้าง
หากเรามีการค้าระหว่างประเทศก็จะทำให้ผลผลิตมวลรวมของโลกมีปริมาณมากขึ้น แต่หากว่าไม่มีการค้าระหว่างประเทศผลผลิตมวลรวมจะมีค่าน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะว่าแต่ละประเทศจะได้ทำการผลิตสินค้าตามชนิดที่แต่ละประเทศมีความชำนาญ และก็จะทำให้ผลิดได้ในปริมาณมาก ๆ โดยใช้ต้นทุนต่ำ และสินค้าตัวใดที่เรามีต้นทุนสูง เราก็ควรนำเข้าสินค้านั้นจากต่างชาติ


ส่วนในเรื่องของทฤษฏีต่าง ๆ สำหรับการค้าสมัยใหม่ ก็พอสรุปได้ว่า(ที่พอจำได้นะคะ)
1 ทฤษฏีการได้เปรียบโดยสมบูรณ์ Absolute Advantage Theory เจ้าของทฤษฏีนี้ก็คือ อดัม สมิธ
ตามทฤษฎีการได้เปรียบโดยสมบูรณ์ของอดัม สมิธ คือ แต่ละประเทศได้รับประโยชน์จากความชำนาญในการผลิตสินค้าที่ผลิต ณ ต้นทุนที่ต่ำกว่าประเทศอื่น และนำเข้าสินค้าที่ผลิต ณ ต้นทุนที่สูงกว่า เพราะโลกใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันเป็นผลเนื่องมาจากความชำนาญ ตามทฤษฎีการได้เปรียบโดยสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตของโลกเพิ่มขึ้น กระจายสู่สองประเทศโดยผ่านการค้า


2. ทฤษฏีการได้เปรียบโดยเปรียบโดยเปรียบเทียบ Comparative Advantage Theory เจ้าของทฤษฏีคือ
David Ricardo เค้ามองเห็นชองว่างของทฤษฏีการได้เปรียบโดยสมบูรณ์ว่าหากแต่ละประเทศมีประสิทธิภาพในการผลิดสินค้ามากกว่าคู่ค้าทุกชนิด ประเทศที่ด้อยก็คงไม่ได้ส่งออกเลยหรือ นี่เป็นคำถามคาใจ จึงทำให้เกิดทฤษฏีนี้ขึ้นมา



เพียงแค่นี้ก็เป็นความรุ้ให้เราได้มากมายแล้ว
ต่อไปจะเป็นข้อมูลที่หาเพิ่มเติมจากความรู้เดิม

Mercantilists (1500-1800) ซึ่งเป็นกลุ่มนักเขียนในยุโรปกังวลใจเกี่ยวกับกระบวนการสร้างชาติ ตามคำกล่าวของนักพาณิชย์นั้น คำถามที่ว่าทำอย่างไรชาติสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศชาติของตน โดยการกำหนดกฎเกณฑ์ทั้งภายในและระหว่างประเทศอย่างไรเพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ส่วนตน คำตอบก็คือ “ต้องมีภาคการค้าระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งโดยถ้าสามารถบรรลุ การค้าได้เปรียบ (favorable trade balance) คือ การที่สามรรถจะส่งออกได้มากกว่าการนำเข้า อันจะนำมาซึ่งการเคลื่อนย้ายของรายได้ที่ไหลมาจากประเทศอื่นๆของโลกในรูปทองคำและ เงิน โดยรายรับที่ได้มาจะก่อให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและผลผลิตและการจ้างงานเพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมการมีดุลการค้าเกินดุล นักพาณิชย์นิยมสนับสนุนให้รัฐบาลมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการค้า อันได้แก่ การเก็บภาษี (tariffs) โควตา และนโยบายการค้าอื่นๆที่เสนอโดย นักพาณิชย์ฯ เพื่อนำเข้าให้น้อยที่สุด เพื่อปกป้องฐานะทางการค้าของประเทศ
ในช่วงทศวรรษที่ 18 นโยบายทางเศรษฐกิจของนักพาณิชย์ฯได้รับการโจมตีอย่างรุนแรง
โดยมีหนังสือของเดวิด ฮูม (David Hume) ที่ชื่อว่า price-specie-flow doctrine ที่กล่าวว่าดุลการค้าเกินดุล (favorable balance of trade) เป็นไปได้ในระยะสั้นเท่านั้น ส่วนในระยะยาวนั้นดุลการค้าที่เกินดุลดังกล่าวจะถูกขจัดไปโดยอัตโนมัติ ตัวอย่าง เช่นสมมติว่าประเทศอังกฤษมีการเกินดุลการค้า (Trade surplus) ทำให้เกิดการไหลเข้าของทองคำและเงิน โลหะมีค่าเป็นส่วนหนึ่งของปริมาณเงิน (Money supply) ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นในการหมุนเวียน ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของระดับราคาเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้า ทำให้พลเมืองอังกฤษจะได้รับการสนับสนุนให้ซื้อสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศ เมื่อปริมาณการส่งออกของประเทศอังกฤษลดลง ในที่สุดส่วนเกินทางการค้าของประเทศก็จะหมดไป ดังนั้น ทฤษฎีของเดวิด ฮูม จึงแสดงให้เห็นว่า นโยบายของนักพาณิชย์นิยมจะใช้ได้ที่สุดเฉพาะประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะสั้น
นอกจากนี้แล้วนักพาณิชย์นิยมยังถูกโจมตีในเรื่องมุมมองแบบสถิตย์ (static view) ของระบบเศรษฐกิจโลก โดยในมุมมองของนักพาณิชย์นิยมนั้นส่วนแบ่งของโลกมีขนาดคงที่ นั่นหมายถึง ผลได้ของประเทศหนึ่งคือผลเสียของอีกประเทศหนึ่ง โดยข้อโต้แย้งก็คือ ทุกประเทศไม่สามารถได้ผลประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศได้ทั้งหมด ความคิดเห็นดังกล่าวนี้ถูกท้าทายโดยหนังสือของอดัม สมิธ (1723-1790) ชื่อ ความมั่งคั่งของชาติ (Wealth of Nation) โดยสมิธกล่าวว่า ส่วนต่างๆของเศรษฐกิจของโลกไม่ได้มีปริมาณคงที่ การค้าระหว่างประเทศจะทำให้ประเทศได้ประโยชน์จากความชำนาญ (specialization) และการแบ่งงานกันทำ (division of labor) ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิต (productivity) ภายในประเทศเพิ่มขึ้น และผลผลิตของโลกเพิ่มขึ้น แนวคิดของที่เป็นพลวัตรของการค้าระหว่างประเทศของสมิธ กล่าวว่าทั้งสองประเทศที่ทำการค้าระหว่างกันนั้นสามารถที่จะมีระดับของการผลิตและการบริโภคที่เพิ่มขึ้นจากการค้าเสรี (free trade) โดยทฤษฎีการค้าของอดัม สมิธที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ คือ ทฤษฎีการได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Absolute Advantage Theory) ที่จะอธิบายต่อไปนี้



ที่มาจาก http://www.econ.cmu.ac.th/teacher/nisit/payao/CBch2(trade).doc

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

IB 321

วันศุกร์ที่ผ่านมา อาจารย์งดคาบเรียน ก็ได้พักผ่อนอีกวัน ที่ต้องงดคาบเรียนเพราะอาจารย์เป็นไข้หวัด 2009 น่ากลัวจัง กลัวติดจากคนในมหาวิทยาลัย วันนี้เลยเอาวิธีการป้องกันโรคมาฝาก วิธีง่าย ๆสำหรับการป้องกันโรคไข้หวัด 2009 ก็คือ รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดย เฉพาะผัก ผลไม้ ดื่มน้ำสะอาด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการ สูบบุหรี่ ดื่มสุราหมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำ และสบู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังไอ หรือจามใช้ช้อนกลางใน การรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นรักษาบ้านเรือนให้สะอาด เช็ดเครื่องเรือน และของใช้ในบ้าน ในที่ทำงาน โดยเฉพาะโทรศัพท์เป็นประจำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ด้วยผู้ชุบน้ำสบู่ หรือผงซักฟอกเจือจาง และเช็ดซ้ำ ด้วยน้ำสะอาด หรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ล้างแผลหากไม่มีความจำเป็น ควรชะลอการเดินทางไปยังประเทศที่ เป็นพื้นที่เกิดการระบาด จนกว่าสถานการณ์จะยุติลงถ้าป่วยมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ไอ มีน้ำมูก สมหะ ควรปิดปากจมูกเวลาไอ โดยใช้ผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษทิชชู และทิ้งลงถังขยะที่มีฝาปิด และสวม หน้ากากอนามัย เมื่ออยู่กับผู้อื่น และควรพบแพทย์ ส่วนในเรื่องของงานกล่มวิชานี้ กลุ่มของเราได้มีการปรึกษากันทุกอาทิตย์ อาทิตย์นี้ก็ได้ข้อมูล เพิ่มขึ้นมาอีก ปีสามแล้วงานเยอะเหมือนกันรู้สึกว่าต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น รุ้สึกว่ามาเล่น ๆ เหมือน เมื่อก่อนไม่ได้แล้ว ต้องขยันมากขึ้น มากขึ้น ^^

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ยิ่งนานวันยิ่งเรียนวิชานี้ เริ่มมีความชอบเพิ่มขึนเรื่อย ๆๆ รู้สึกว่าทุกประเทศบนโลกมีสิ่งที่น่าสนใจมาก รู้สึกว่าเราอยากรู้ว่าอีกซึกโลกหนึ่งเค้ามีอะไร

พอมีความชอบ ก็อยากที่จะรุ้ให้มากยิ่งขึ้น แต่ว่าไปเรียนทีไรก็ได้นั่งหลังตลอดเลย เพราะว่าเพื่อน ๆไม่ยอมไปนั่งหน้ากัน แต่จริง ๆแล้วอยากไปนั่งหน้านะ

แต่ไม่เป็นไรนั่งข้างหลังก็ตั้งใจฟังได้ ^^ วันนี้อาจารย์สอนเกี่ยวกับเรื่องของวัฒนธรรม ซึ่งทุกที่บนโลกนี้ ย่อมแน่อยู่แล้วที่จะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป

ประเทศแต่ละประเทศเป็นตัวแบ่งที่ดีในด้านวัฒนธรรม เพราะว่าวัฒนธรรมคือสิ่งที่เป็นนามธรรม มองไม่เห็นเป็นภาพ ดังนั้นประเทศแต่ละประเทศจะทำให้เท็น

ความเป็นวัฒนธรรมได้มากที่สุด อย่างเรื่องนี้เป็นที่ตัวเราสนใจมาก จึงหาข้อมุลเพิ่มเติมได้มาว่า


วัฒนธรรม
แอฟริกา
แม้จะมีต้นตอที่แตกต่างกัน วัฒนธรรมแอฟริกา โดยเฉพาะวัฒนธรรมแถบใต้
สะฮาราซึ่งได้รับการก่อรูปโดยการตกเป็นอาณานิคมของยุโรป และโดยเฉพาะแอฟริกาเหนือที่ถูกก่อรูปโดยวัฒนธรรมอาหรับและอิสลาม


อเมริกา
ผู้ชายชาวโฮปีคนหนึ่งกำลังทอผ้าด้วยเครื่องทอพื้นเมืองใน
วัฒนธรรมของ
อเมริกาได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากชนพื้นเมืองที่อาศัยในผืนทวีปนั้นมานานก่อนที่ชาวยุโรปย้ายถิ่นเข้ามาอยู่ ผู้มาจากแอฟริกา (โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ประชากรชาวแอฟริกัน-อเมริกัน) และจากผู้อพยพชาวยุโรปต่าง ๆ โดยเฉพาะชาวสเปน ชาวอังกฤษ ชาวฝรั่งเศส ชาวโปรตุเกส ชาวเยอรมัน ชาวไอร์แลนด์ ชาวอิตาลีและชาวฮอลแลนด์

เอเชีย
แม้ว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มประเทศเอเซียจะสูงมากก็ตาม แต่ก็ยังมีอิทธิพลของการเปลี่ยนถ่ายวัฒนธรรมให้เห็นไม่น้อย แม้
เกาหลี ญี่ปุ่นและเวียดนามไม่ใช้ภาษาจีนในการพูด แต่ภาษาของประเทศเหล่านี้ก็มีอิทธิพลของจีนทั้งการพูดและการเขียน ดังนั้น ในเอเซียตะวันออก อักษรจีนจึงได้รับการยอมรับว่าเป็นตัวกลางของอิทธิพล ด้านศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธและลัทธิเต๋า มีผลกระทบสูงต่อวัฒนธรรมประเพณีของประเทศกลุ่มเอเซียตะวันออก รวมทั้งการมีลัทธิขงจื๊อผสมปนอยู่ในปรัชญาทางสังคมและศีลธรรมของประเทศเหล่านี้
ศาสนาฮินดู และ อิสลาม ส่งอิทธิพลทางวัฒนธรรมต่อประชากรในเอเซียใต้มานานนับหลายร้อยปี เช่นเดียวกันที่ศาสนาพุทธแพร่กระจายเป็นอย่างมากในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้


แปซิฟิก
เกือบทุกประเทศใน
มหาสมุทรแปซิฟิกได้รับอิทธิพลอย่างต่อเนื่องจากวัฒนธรรมของชนพื้นถิ่นเดิม แม้จะได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของวัฒนธรรมยุโรปบ้าง โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ และเกือบทุกประเทศในหมู่เกาะโปลินีเซียนับถือศาสนาคริสต์ ประเทศอื่น ๆ เช่นออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ถูกครอบงำโดยผู้อพยพที่เป็นชนผิวขาวและลูกหลานของพวกชนเหล่านี้ แต่ถึงกระนั้นวัฒนธรรมพื้นถิ่นออสเตรเลียและวัฒนธรรมเมารีในนิวซีแลนด์ก็ยังปรากฏให้เห็นชัดเจน

ยุโรป
วัฒนธรรมยุโรปก็เช่นกันที่ได้ส่งอิทธิพลอย่างกว้างขวางออกไปใกลจากผืนทวีปจากการล่า
อาณานิคม ในความหมายอย่างกว้างมักเรียกว่าเป็น "วัฒนธรรมตะวันตก" อิทธิพลดังกล่าวนี้เห็นได้ชัดจากการแพร่หลายของภาษาอังกฤษ และภาษายุโรปบางภาษาแม้ไม่มากเท่า อิทธิพลทางวัฒนธรรมสำคัญที่มีต่อยุโรปได้แก่วัฒนธรรมกรีกโบราณ โรมันโบราณและศาสนาคริสต์ แม้อิทิพลทางศาสนาจะจางลงในยุโรปบ้างแล้วก็ตามแต่


ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ
โดยทั่วไป ประเทศกลุ่มตะวันออกกลางมีวัฒนธรรมสำคัญที่เด่นชัดอยู่ 3 ได้แก่วัฒนธรรมอารบิก วัฒนธรรม
เปอร์เซียและวัฒนธรรมตุรกีซึ่งต่างก็มีอิทธิพลต่อกันและกันในระดับต่างมาตลอดช่วงเวลาต่าง ๆ ที่ผ่านมา ภูมิภาคทั้งหมดเป็นมุสลิมแต่ก็มีคริสเตียนและศาสนาของชนกลุ่มน้อยบางศาสนาแทรกอยู่บ้าง
วัฒนธรรมอารบิกได้รับอิทธิพลที่ลึกมากจากวัฒนธรรมเปอร์เซียและตุรกีผ่านทาง
ศาสนาอิสลาม ระบบการเขียน ศิลปะ สถาปัตยกรรม วรรณคดีและอื่น ๆ ระยะทางที่ใกล้ของอิหร่านส่งอิทธิพลต่อภูมิภาคที่อยู่ใกล้ เช่นอิรักและตุรกี การสืบย้อนทางภาษาพบได้ในสำเนียงอาหรับในภาษาอิรักและภาษาคูเวตรวมทั้งในภาษาตุรกี การครอบครองตะวันออกกลางที่นานถึง 500 ปีของพวกอ๊อตโตมานมีอิทธิพลที่รุนแรงมากต่อวัฒนธรรมอาหรับ ซึ่งอาจแผ่ไปไกลถึงอัลจีเรียและจะพบอิทธิพลระดับสูงที่อียิปต์ อิรักและลิแวนต์ (Levant) ในแถบตะวันตกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน


อีกอย่างที่อาจารย์พูดก็คือการกลืนกินทางวัฒนธรรม

บ้านเราเป็นอะไรที่ชอบเห่อ หรืออยู่ในกระแสของการหาคำฮิต (Buzz Word) ทั้งนี้อาจจะทำให้ดูเท่ หรือบ่งบอกว่า อันตัวเรานี้ ก็อยู่ในกระแสเหมือนกัน ที่เรียกว่า อินเทรนด์ สิ่งเหล่านี้ บรรดาคำฮิตส่วนใหญ่แล้วเป็นรูปแบบมากกว่าที่จะมีเนื้อหา ซึ่งก็อาจจะสืบเนื่องมาจากฐานคติ หรือเป็นค่านิยมของคนของเราเองที่สนใจในรูปแบบของทุกระดับในสังคม โดยมิไยจะไปถามหาหรือสืบสาวราวเรื่องให้กระจ่างชัดในเนื้อหา ดังนั้นคำฮิตหรือบรรดาโนว์ฮาวใหม่ๆ จึงตื่นเต้นหรือเป็นกระแสนิยมแบบแฟชั่นที่เกิดและดับในเวลาอันรวดเร็วคำว่า "Creolization" ไม่ใช่คำใหม่ แต่เป็นคำที่มีมานานแล้ว ในต่างประเทศมีการสอนและพูดถึงเรื่องนี้ในวิชาด้านภาษาศาสตร์ สังคมวิทยาและแพร่กระจายไปสู่แขวงวิชาอื่นๆ เช่น การตลาดการศึกษาในเรื่องของวัฒนธรรม ความเป็นชาติ ซึ่งต้องย้อนกลับไปว่า ภาษา ความเชื่อ ฐานคติ ประเพณีหรือข้อห้ามทางสังคมหนึ่งๆ เหล่านี้เป็นรากฐานที่มาของคำว่า Creolization ซึ่งหากจะแปลให้ตรงกับสมัยใหม่ ก็คือ การกลืนกินชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของชาติผู้รุกราน
ปัจจุบันแนวคิดเรื่อง Creolization เริ่มรุนแรงมากขึ้น เพราะอเมริกาเริ่มคิดว่าการชนะด้วยสงครามเศรษฐกิจคงจะทำไม่ได้ง่ายนัก หากแต่ใช้ “สงครามวัฒนธรรม” (Cultural War) ก็จะสามารถชนะได้ในทุกภูมิภาคของโลกโดยการส่งสินค้าอเมริกันตามเข้าไปเมื่อกลืนวัฒนธรรมของชาตินั้นได้แล้ว เช่น การเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของคนให้ดื่มกาแฟตอนเช้า กินขนมปังไส้หมูหรือฮอทดอก เวลากระหายน้ำก็ดื่มน้ำอัดลมที่มีอยู่เพียง 2 ยี่ห้อที่จะทำให้เป็นคนรุ่นใหม่ หรือคนทันสมัย เสื้อผ้า กระเป๋า รถยนต์ สารพัดที่เป็นสไตล์อเมริกัน ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยการตลาดย้อนยุค (Retro Marketing) ที่เราเห็นๆ กันอยู่ถ้าเรารู้และเข้าใจในสิ่งที่ชาติมหาอำนาจของโลกกำลังใช้วิธี “การกลืนชาติอื่นด้วยวัฒนธรรมของชาติมหาอำนาจ” เราคงต้องกลับมาย้อนหรือพิจารณาดูว่าประเทศไทยหรือชาติของเราจะมีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งและเพียงพอที่จะต่อต้านยุทธศาสตร์ระดับโลกของชาติมหาอำนาจที่เรารู้จักนี้ได้หรือไม่

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

IBM 321

วันนี้คาบเรียนที่ เท่าไหร่จำไม่ได้แล้ว แต่รู้ว่าวันที่ 26 มิถุนายน 2552

วันนี้อาจารย์สอนเรื่อง ปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ ปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ มีทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน

ตามความรู้เดิม คิดว่าปัจจัยภายนอกน่าจะเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่ปัจจัยภายในเป็นสิ่งที่องค์กรสามารถควบคุมได้ สำหรับการทำธุรกิจในประเทศ ปัจจัยภายนอก ย่อมมีผลต่อธุรกิจ เพราะว่าหากปัจจัยภายในดี และมีคุณภาพ แต่หากปัจจัยภายนอกไม่เหมาะสม ก็ย่อมทำให้ธุรกิจขัดข้องหรือเกิดปัญหาได้ และถ้าหากมีการทำธุตกิจนอกประเทศแล้ว ปัจจัยภายนอกก็ยิ่งมีผลกระทบกับธุรกิมากขึ้นอีก เพราะว่าแต่ประเทศ ก็ย่อมมีปัจจัยภายนอกที่แตกต่างกันไป และเป็นการยากที่จะควบคุม
ปัจจัยภายนอกที่พอทราบก็มี
1การเมืองและเศรษฐกิจ
2ศาสนาและวัฒนธรรม
3กฏหมาย
4จำนวนประชากร
5สิ่งแวดล้อม
6อากาศ
7ภูมิประเทศ

ความรู้เพิ่มเติมที่กาได้ภายหลังการเรียน

สิ่งแวดล้อมภายในองค์การ (Internal Environment) คือสภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจสามารถควบคุมได้ หมายถึง ปัจจัยต่าง ๆ ที่ธุรกิจสามารถกำหนดและควบุคมได้เป็นไปตามความต้องการของธุรกิจถือว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโปรแกรมการตลาด โดยการวิเคราห์จุดแข็งจุดอ่อนของธุรกิจ ในการนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน สามารถจำแนกได้ดังนี้
1. ส่วนผสมททางการตลาด เป็นส่วนที่สำคัญในการเลือกตลาดเป้าหมายซึ่งสิ่งเหล่านี้นำมาวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด
2. นโยบายการบริหารของบริษัท โดยผู้บริหารของธุรกิจจะเป็นผู้กำหนด เช่น วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ โครงสร้างการบริหาร ระบบการบริหารปรัชญาและวัฒนะธรรม ตลอดจนนโยบายฝ่ายต่าง ๆ
สิ่งแวดล้อมภายนอกองค์กร (External Environment) หรือภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้ ปัจจัยกลุ่มนี้ หมายถึง ปัจจัยยังคับภายนอกธุรกิจที่มีอิทธิพลต่อระบบการตลาด ถือว่าเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้แต่มีอิธิพลต่อระบบการตลาด คือสร้างโอกาสหรืออุปสรรคแก่ธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วย สิ่งแวดล้อมจุลภาค และสิ่งแวดล้อมมหภาค
สิ่งแวดล้อมภายนอกระดับจุลภาค (Micro External Environment)ภาวะแวดล้อมภายนอกที่ไม่สามารถควบุคมได้ แต่สามารถเลือกที่จะติดต่อและเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมได้ ได้แก่
1 ตลาด หรือลูกค้า
2 ผู้ขายปัจจัยการผลิตหรือวัตถุดิบ
3 คนกลางทางการตลาด
4 กลุ่มผลประโยชน์
5 ชุมชน
สิ่งแวดล้อมภายนอกระดับมหภาค (Macro External Environment)ภาวะแวดล้อมหรือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจและต่อระบบการตลาดเป็นอย่างมาก แต่ละหน่วยงานและองค์การธุรกิจไม่สามารถควบคุมการเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้เลย สิ่งแวดล้อมภายนอกมหภาคได้แก่
สภาพแวดล้อมขององค์การธุรกิจ
.....องค์การธุรกิจมีบทบาทและผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมในสภาพเดียวกันสภาวะแวดล้อมมีบทบาทและอิทธิพลต่อองค์การธุรกิจในลักษณะต่างๆ กันหลายรูปแบบซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการและระดับของสังคม ชนิดและสภาพของสิ่งแวดล้อมนั้นสภาพแวดล้อมขององค์การธุรกิจสามารถแบ่งออกเป็น 8 ประการ ได้แก่ (ระวัง เนตรโพธิ์แก้ว 2537: 10 - 12)
1. สภาวะแวดล้อมทางสังคม องค์การธุรกิจอยู่ในสังคม อยู่ท่ามกลางกลุ่มบุคคลต่าง ๆ จะต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม จากผลกระทบของพนักงานจากมลภาวะที่เกิดจากการทำงาน จากคุณภาพของสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตรายซึ่งขึ้นอยุ่กับคุณภาพชีวิตของบุคคลในสังคคมนั้น
2. สภาวะแวดล้อมทางกฎหมายแต่ละประเทศต่างออกกฎหมายในรูปของพระราชบัญญัติและระเบียบข้อบังคับ เพื่อควบคุมและอำนวยความสะดวกในการประกอบการธุรกิจในด้านความผาสุขและความปลอดภัยของประชาชน เช่น พระราชบัญญัติโรงงาน พระราชบัญญัติควบคุมสารเป็นพิษและวัตถุระเบิด ในด้านความเป็นธรรมและป้องกันการผูกขาดเช่น พระราชบัญญัติแรงงาน พระราชบัญญัติควบคุมการค้ากำไรเกินควร
3. สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันไม่มั่นคง เศรษฐกิจอยู่ในระยะถดถ้อย เงินตราไหลออกนอกประเทศ ค่าของเงินบาทลอยตัวส่งผลกระทบต่อองค์การธุรกิจเป็นอย่างมาก ในภาวะเงินเฟ้อ เงินฝืด เงินตึงตัวทำให้ธุรกิจเกิดปัญหาเงินหมุนเวียนไม่สมดุล ขาดความเชื่อถือ ในด้านการเงิน ค่าของเงินบาทลดลงส่งผลกระทบต่อการซื้อขายสินค้ากับต่างประเทศ ทำให้ประเทศขาดดุลการค้า สถานะการณ์ขององค์การธุรกิจ ต้องปรับตัวโดยลดเงินเดือนพนักงานหรือให้ออกจากงาน ถ้าถึงขั้นร้ายแรงต้องปิดกิจการ ส่งผลกระทบถึงประชาชนในรูปของการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ
10 เพื่อรักษาสภาพสมดุลของงบประมาณค่าใช้จ่ายประจำปีของประเทศ

4. สภาวะแวดล้อมทางการเมือง การเมืองส่งผลกระทบต่อนโยบายการค้าประกอบธุรกิจของประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแบบผสมผสานพรรคบ่อย ๆ เมื่อการเมืองไม่มั่นคง ทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อถือ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจบ่อยเช่น สินค้าบางอย่างต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น ธุรกิจบางชนิดถูกควบคุมโดยเพิ่มหลักเกณฑ์มากขึ้น เศรษฐกิจชะงักเนื่องจากเงินตราไหลออกนอกประเทศ
5. สภาวะแวดล้อมทางเทคโนโลยี ปัจจุบันเป็นยุคความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางและความก้าวหน้าขององค์การธุรกิจ เช่น การนำเทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัยมาใช้แทนแรงงานของคน ส่งผลกระทบให้องค์การต้องลดจำนวนพนักงานลงและต้องเพิ่มประสิทธิภาพพนักงานที่เหลือ ให้รู้จักใช้เครื่องมือเทคโนโลยีชนิดใหม่ มาตรการเหล่านี้จะส่งผลกระทบไปถึงสถานที่ ห้องทำงานลักษณะงาน ค่าจ้าง และสวัสดิการต่าง ๆ
6. สภาวะแวดล้อมด้านลูกค้า ลูกค้าเป็นผู้มีพระคุณ เปรียบเสมือนพระเจ้าที่ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการ จะต้องคอยรับใช้บริการอย่างจริงใจ ติดตามรสนิยมการเปลี่ยนของผู้บริโภคอุปโภคเพื่อรักษาปริมาณมาตรฐานและคุณภาพสินค้า คอยปรับกลยุทธ์การตลาดและป้องการการแทรกแซงองค์การคู่แข่งขัน
7. องค์การคู่แข่งขัน มีอยู่ทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ การประกอบธุรกิจชนิดใด ที่มีโอกาสที่จะแสวงหากำไรได้มากและไม่มีข้อจำกัดหรือการเสี่ยงภัยมากนักจะมีแนวโน้มของบริษัทคู่แข่งขันเพิ่มมากขึ้น การมีคู่แข่งขันมาก มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีทำให้บริษัทเดิมมีความตื่นตัวสนใจในเทคโนโลยี และการบริการลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ข้อเสีย ถ้าบริษัทคู่แข่งขันมีความก้าวหน้ากว่า แย่งลูกค้าไปได้หมด อาจทำให้บริษัทเดิมต้องปิดกิจการ
8. สมาคมธุรกิจต่าง ๆ การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน รวมตัวกันเป็นสมาคม ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ที่ถูกต้องของสมาชิกและการส่งเสริมทางด้านวิชาการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จะส่งผลให้การประกอบธุรกิจชนิดนั้นมีความเจริญก้าวหน้า สภาวะแวดล้อมต่าง ๆ ที่อยู่รอบองค์การธุรกิจ มิได้หยุดนึ่งอยู่กับที่แต่จะมีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ผลของการเปลี่ยนแปลงของสภาวแวดล้อม อาจส่งผล กระทบต่อองค์การมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่กรณี ผู้จัดการและคณะผู้บริหารจะต้องคอยศึกษาวิเคราะห์ ติดตาม ปรับปรุง การธุรกิจของตนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงและหาวิธี หาข้อมูลใหม่เพื่อปรับตัวให้ทันเวลาหรือไม่สนใจต่อการเปลี่ยนแปลง และมีแนวความคิดว่าผลกระทบจะหมดไปในไม่ช้า

จากที่อาจารย์สอนวันนี้ ก็รุ้ว่าเราไม่ค่อยมีความรู้เรื่องของประเทศต่าง ๆทั่วโลกซักเท่าไหร่

เดี๋ยวพร่งนี้ต้องหาความรู้เพิ่ม

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

วันปฐมนิเทศน์

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2552 ในคาบเรียนวิชา IB321 วันนี้ ไม่ต้องเรียน *0*

นักศึกษา IBM ทุกคนต้องไปปฐมนิเทศน์ที่ตึก 13 วันนี้ไปสายอีกแล้วตามเคย พอไปถึงที่หอประชุม รุ่นพี่ให้จับฉลากที่นั่ง เราก็จับได้ C13 ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้

นั่งกับใคร พอเดินเข้าไปเค้ามากันเกือบหมดแล้วเหลือแต่กลุ่มเราที่มาสายสุด มานั่งก็ทำความรู้จักเพื่อนข้าง ๆๆ ก็ทำให้มีเพื่อนมากขึ้น วันนี้อาจารย์แนะนำสิ่งต่าง ๆ

มากมาย มันดูน่าสนใจมาก รู้สึกว่าเลือกเอก IBM ไม่ผิดหวังจริง ๆๆรุ่นพี่กับรุ่นน้องดูแล้วเหมือนกับว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ดูอบอุ่นดีค่ะ วันนั้มีการจับพี่รหัส

ด้วย รุ่นพี่เค้าเอาชื่อมาติดไว้ที่โต๋ะของรุ่นน้องแต่ละคน วันนี้เราก็ได้พี่รหัสเป็นผุ้หญิง ชื่อพี่เฟิร์น พี่ดูเป็นคนน่ารักดี คุยเก่ง จากนั้นก็มีกิจกรรมบนเวที ระหว่างปี 3,4

ก็ฮา ๆๆดี แล้วพี่ ๆก็ปล่อยกลับ เรามีนัดรับน้องกันวันที่ 28 มิถุนายน 2552 นี้ ทุกคนคงไปกัน ^^"

จากกิจกรรมนี้ก็ทำให้เรารู้จักรุ่นพี่มากขึ้น รู้จักเพื่อนร่วมเอกเพิ่มขึ้น และได้ร่วมกิจกรรมของสาขาด้วย กิจกรรมนี้ถือเป็นกิจกรรมที่ดีมากค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2552

คาบที่ 2

วันนี้ก็เป็นคาบที่สองแล้ว ที่เรียนวิชานี้ วันนี้มาเรียนสายนิดนึง^*^

แต่ก็พอฟังอาจารย์ทัน วันนี้อาจารย์สอนเรื่อง โลกาภิวัฒน์ต่อเหมือนเดิม

ก็ทำให้รู้ว่าโลกาภิวัฒน์ ทำธุรกิจดำเนินได้อย่างสวยงาม การติดต่อทุกอย่างดำเนินได้อย่างสะดวกและรวด

เร็ว อาจารย์ก็พูดถึงเรื่องของการทำธุรกิจที่หวังผลกำไร และไม่หวังผลกำไรอีกด้วย

ก็มีบริษัทหลายบริษัทที่ไม่หวังผลกำไร เพราะการทำธุรกิจส่วนมากทำธุรกิจก็เพื่อหวังผลกำไรทั้งนั้น

แต่ก็มีบางบริษัทที่ทำธุรกิจโดยไม่หวังผลกำไรก็มี เนื้อหายังจำใจความไม่ได้เท่าไหร่

เพราะเนื้อหายังอยู่ในเรื่องของ โลกาภิวัฒน์เหมือนเดิม




อาทิตย์หน้าคงมีเนื้อหาเพิ่มเติมอีก............................................................................................^^"

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

IB 321 เรียนคาบแรก

วันนี้เรียนวิชา IB วันแรก ก็ตื่นเต้นไม่รู้จะต้องเรียนอะไรบ้าง


แต่พอได้ทำความรู้จักวิชานี้ก็น่าเรียนดี น่าสนใจ วันนี้เป็นวันแรกความรู้ที่ได้จากอาจารย์ก็คือ


วันนี้อาจารย์ให้ออกไปแนะนำตัวหน้าห้องซึ่งไม่เคยทำเลยตั้งแต่เรียนมอกรุงเทพมา ก็รู้สึกอายอยู่


แต่ต้องออกไป การออกไปแนะนำตัววันนี้ก็ทำให้ได้รุ้จักเพื่อนเพิ่มขึ้นบ้าง แต่สิ่งได้มากกว่านั้นก็คือ


ได้คิดว่าความจริงในสังคมทุกวันนี้ และรวมถึงสังคมมอกรุงเทพด้วย เป็นแบบประมาณว่าไม่สนใจคนรอบ


ข้าง บางครั้งเรียนห้องเดียวกันยังไม่รู้จักกันเลย เมินหน้าใส่กัน แต่วันนี้ก็รู้สึกว่าสิ่งนี้ได้กลับมาอีกครั้ง


คือการที่เรากล้าจะเข้าไปทำความรู้จักกับคนที่เราไม่รุ้จัก เปิดใจรับเพื่อนใหม่ได้มากขึ้น นี่แหละคือสิ่งที่ได้รับ


สิ่งแรกในคาบแรกของวิชานี้


ในส่วนของเนื้อหา วันนี้อาจารย์พูดโดยรวม ๆ พอจับใจความได้ว่าอารย์พูดถึง เกี่ยวกับ network


อาจารย์บอกว่ามันคือเครือข่าย มันคงหมายถึงการเชื่อมต่อกันในที่ต่าง ๆ ได้ต่อกันไปเรื่อย ๆ แต่ยังไม่ค่อย


เคลียร์เลยหาข้อมูลเพิ่มอีก หาเรื่อย ๆก็มีความหมายประมาณเดียวกับที่อาจารย์บอก แต่เจอคำหนึ่งคำว่า


social network ได้ยินอาจารย์พูดในคาบ คำนี้ถ้าแปลตรงตัวก็คือ เครื่อข่ายสังคม social network ได้


อิทธิพลมาจาก trend ของ web2.0 ที่ต้องการให้ผู้ใช้ได้มีส่วนร่วมในเว็บไซต์มากขึ้น


ส่วนคำว่าโลกาวิวัฒน์ โดยส่วนตัวตามความคิดนะ ก็คิดว่ามันน่าจะหมายความว่า โลกไร้พรหมแดน


อาจารย์บอกว่าก็ถูก แต่อาจารย์อธิบายเพิ่มว่า สมมติว่าถ้านายแดงเค้าอยู่เมืองไทย คงจะเป็นการยากที่


เค้าจะไปรุ้จักกับนายดำที่อยู่โปรตุเกส แต่ปัจจุบันเป็นการสื่อสารไร้พรหมแดน ทุกที่ติดต่อกันได้หมด ซึ่งก็


เป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์เหมือนกันนะคะ หาข้อมูลเพิ่มอีกเกี่ยวกับโลกาภิวัฒน์ ได้ข้อมูลมาว่า โดยรวมสรุปแล้ว


โลกาภิวัฒน์ คือ ความเจริญรุ่งเรืองของมวลมนุษย์ชาติ เจริญในด้านวัตถุและเทคโนโลยีสมัยใหม่


จึงมีบางคนลงความเห็นว่า โลกาภิวัฒน์ทำให้จิตใจคนเรานั้นแย่ลง และยึดมั่นถือมันติดในวัตถุ เมื่อเรายึดมั่น


อยู่ในวัตถุแล้วก็จะเกิดความเห็นแก่ตัวเป็นที่ตั้ง ในทางส่งผลร้ายต่อสังคมแล้ว โลกาภิวัฒน์อาจทำให้เกิด


อาชญากรรมในที่สุด เพราะความเห็นแก่วัตถุของคน^^" ฟังดูน่าคิด



สิ่งที่ได้รู้อีกอย่างก็คือ ต้องติดตามข่าวสารให้มากขึ้น รุ้อะไรให้รอบโลก คงจะเรียนวิชานี้ได้ดี