วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

IB 321 สำหรับคาบสุดท้ายก่อนสอบ midterm

วันนี้เป็นคาบสุดท้ายสำหรับการเรียนการสอนในวิชานี้แล้ว แปปเดียวจริง ๆ ผ่านไปเร็วมากก็ต้องสอบแล้ว วันนี้อาจารย์สอนหลายเรื่องเลย เรื่องแรกก็น่าจะเป็นเรื่องการคำนวณในตาราง เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ ก็ทำให้พอสรุปได้ว่า
การค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่าแต่ละประเทศมีทรัพยากรที่แตกต่างกัน และมีความเหมาะสมในการผลิดสินค้าในแต่ละชนิดแตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ความชำนาญงานในการผลิตก็ย่อมแตกต่างกันออกไปด้วย ดังนั้นจึงมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการค้าระหว่างประเทศเพื่อทำให้เกิดการสมดุลทางการค้า และเพื่อประโยชน์ในระดับกว้าง
หากเรามีการค้าระหว่างประเทศก็จะทำให้ผลผลิตมวลรวมของโลกมีปริมาณมากขึ้น แต่หากว่าไม่มีการค้าระหว่างประเทศผลผลิตมวลรวมจะมีค่าน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะว่าแต่ละประเทศจะได้ทำการผลิตสินค้าตามชนิดที่แต่ละประเทศมีความชำนาญ และก็จะทำให้ผลิดได้ในปริมาณมาก ๆ โดยใช้ต้นทุนต่ำ และสินค้าตัวใดที่เรามีต้นทุนสูง เราก็ควรนำเข้าสินค้านั้นจากต่างชาติ


ส่วนในเรื่องของทฤษฏีต่าง ๆ สำหรับการค้าสมัยใหม่ ก็พอสรุปได้ว่า(ที่พอจำได้นะคะ)
1 ทฤษฏีการได้เปรียบโดยสมบูรณ์ Absolute Advantage Theory เจ้าของทฤษฏีนี้ก็คือ อดัม สมิธ
ตามทฤษฎีการได้เปรียบโดยสมบูรณ์ของอดัม สมิธ คือ แต่ละประเทศได้รับประโยชน์จากความชำนาญในการผลิตสินค้าที่ผลิต ณ ต้นทุนที่ต่ำกว่าประเทศอื่น และนำเข้าสินค้าที่ผลิต ณ ต้นทุนที่สูงกว่า เพราะโลกใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันเป็นผลเนื่องมาจากความชำนาญ ตามทฤษฎีการได้เปรียบโดยสมบูรณ์ ทำให้ผลผลิตของโลกเพิ่มขึ้น กระจายสู่สองประเทศโดยผ่านการค้า


2. ทฤษฏีการได้เปรียบโดยเปรียบโดยเปรียบเทียบ Comparative Advantage Theory เจ้าของทฤษฏีคือ
David Ricardo เค้ามองเห็นชองว่างของทฤษฏีการได้เปรียบโดยสมบูรณ์ว่าหากแต่ละประเทศมีประสิทธิภาพในการผลิดสินค้ามากกว่าคู่ค้าทุกชนิด ประเทศที่ด้อยก็คงไม่ได้ส่งออกเลยหรือ นี่เป็นคำถามคาใจ จึงทำให้เกิดทฤษฏีนี้ขึ้นมา



เพียงแค่นี้ก็เป็นความรุ้ให้เราได้มากมายแล้ว
ต่อไปจะเป็นข้อมูลที่หาเพิ่มเติมจากความรู้เดิม

Mercantilists (1500-1800) ซึ่งเป็นกลุ่มนักเขียนในยุโรปกังวลใจเกี่ยวกับกระบวนการสร้างชาติ ตามคำกล่าวของนักพาณิชย์นั้น คำถามที่ว่าทำอย่างไรชาติสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศชาติของตน โดยการกำหนดกฎเกณฑ์ทั้งภายในและระหว่างประเทศอย่างไรเพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ส่วนตน คำตอบก็คือ “ต้องมีภาคการค้าระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งโดยถ้าสามารถบรรลุ การค้าได้เปรียบ (favorable trade balance) คือ การที่สามรรถจะส่งออกได้มากกว่าการนำเข้า อันจะนำมาซึ่งการเคลื่อนย้ายของรายได้ที่ไหลมาจากประเทศอื่นๆของโลกในรูปทองคำและ เงิน โดยรายรับที่ได้มาจะก่อให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและผลผลิตและการจ้างงานเพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริมการมีดุลการค้าเกินดุล นักพาณิชย์นิยมสนับสนุนให้รัฐบาลมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการค้า อันได้แก่ การเก็บภาษี (tariffs) โควตา และนโยบายการค้าอื่นๆที่เสนอโดย นักพาณิชย์ฯ เพื่อนำเข้าให้น้อยที่สุด เพื่อปกป้องฐานะทางการค้าของประเทศ
ในช่วงทศวรรษที่ 18 นโยบายทางเศรษฐกิจของนักพาณิชย์ฯได้รับการโจมตีอย่างรุนแรง
โดยมีหนังสือของเดวิด ฮูม (David Hume) ที่ชื่อว่า price-specie-flow doctrine ที่กล่าวว่าดุลการค้าเกินดุล (favorable balance of trade) เป็นไปได้ในระยะสั้นเท่านั้น ส่วนในระยะยาวนั้นดุลการค้าที่เกินดุลดังกล่าวจะถูกขจัดไปโดยอัตโนมัติ ตัวอย่าง เช่นสมมติว่าประเทศอังกฤษมีการเกินดุลการค้า (Trade surplus) ทำให้เกิดการไหลเข้าของทองคำและเงิน โลหะมีค่าเป็นส่วนหนึ่งของปริมาณเงิน (Money supply) ปริมาณเงินเพิ่มขึ้นในการหมุนเวียน ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของระดับราคาเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้า ทำให้พลเมืองอังกฤษจะได้รับการสนับสนุนให้ซื้อสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศ เมื่อปริมาณการส่งออกของประเทศอังกฤษลดลง ในที่สุดส่วนเกินทางการค้าของประเทศก็จะหมดไป ดังนั้น ทฤษฎีของเดวิด ฮูม จึงแสดงให้เห็นว่า นโยบายของนักพาณิชย์นิยมจะใช้ได้ที่สุดเฉพาะประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะสั้น
นอกจากนี้แล้วนักพาณิชย์นิยมยังถูกโจมตีในเรื่องมุมมองแบบสถิตย์ (static view) ของระบบเศรษฐกิจโลก โดยในมุมมองของนักพาณิชย์นิยมนั้นส่วนแบ่งของโลกมีขนาดคงที่ นั่นหมายถึง ผลได้ของประเทศหนึ่งคือผลเสียของอีกประเทศหนึ่ง โดยข้อโต้แย้งก็คือ ทุกประเทศไม่สามารถได้ผลประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศได้ทั้งหมด ความคิดเห็นดังกล่าวนี้ถูกท้าทายโดยหนังสือของอดัม สมิธ (1723-1790) ชื่อ ความมั่งคั่งของชาติ (Wealth of Nation) โดยสมิธกล่าวว่า ส่วนต่างๆของเศรษฐกิจของโลกไม่ได้มีปริมาณคงที่ การค้าระหว่างประเทศจะทำให้ประเทศได้ประโยชน์จากความชำนาญ (specialization) และการแบ่งงานกันทำ (division of labor) ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิต (productivity) ภายในประเทศเพิ่มขึ้น และผลผลิตของโลกเพิ่มขึ้น แนวคิดของที่เป็นพลวัตรของการค้าระหว่างประเทศของสมิธ กล่าวว่าทั้งสองประเทศที่ทำการค้าระหว่างกันนั้นสามารถที่จะมีระดับของการผลิตและการบริโภคที่เพิ่มขึ้นจากการค้าเสรี (free trade) โดยทฤษฎีการค้าของอดัม สมิธที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ คือ ทฤษฎีการได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Absolute Advantage Theory) ที่จะอธิบายต่อไปนี้



ที่มาจาก http://www.econ.cmu.ac.th/teacher/nisit/payao/CBch2(trade).doc

1 ความคิดเห็น: